3. ทักษะการวัดและทักษะการเปรียบเทียบ
4. ทักษะการสื่อความหมาย
5. ทักษะการลงความเห็น
6. ทักษะการหาความสัมพันธ์ระหว่างมิติและเวลา
โครงสร้างพัฒนาการด้านปัญญา ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
2. บอกชื่อ นามสกุลและอายุของตนเองได้
3. พยายามหาวิธีแก้ปัญหาด้วยตนเอง
4. สนทนาโต้ตอบ/เล่าเป็นเรื่องราวได้
5. สร้างผลงานตามความคิดของตนเอง โดยมีรายละเอียดเพิ่มขึ้นแปลกใหม่
6. รู้จักใช้คำถาม "ทำไม" "อย่างไร"เริ่มเข้าใจสิ่งที่เป็นนามธรรม นับปากเปล่าได้ถึง 20
เทคนิควิธีการประเมินผลพัฒนาการทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
1. ขั้นศึกษาพฤติกรรม
1.1 การสังเกต ครูควรทำการสังเกตเด็กขณะเล่น และทำกิจกรรมทั้งเป็นรายบุคคลและรายกลุ่ม แล้วบันทึกข้อมูลตามสภาพที่สังเกตได้จริง
1.2 การสนทนา เมื่อได้ข้อมูลจากการสังเกตเด็กแล้ว การสนทนากับเด็กช่วยให้ผู้สนทนาได้รู้ถึงความคิด และพัฒนาการทางภาษาโดยควรทำความคุ้นเคยและสนทนากับเด็กให้เป็นไปตามธรรมชาติที่สุดเพื่อให้ได้ข้อมูลที่เป็นจริง
1.3 การสะสมผลงาน ของเด็กปฐมวัยเป็นชิ้นงานที่แสดงออกถึงความคิดของเด็กได้เป็นอย่างดี
1.4 การซักถาม ครูควรถามเด็กเกี่ยวกับการดำเนินกิจกรรมในกิจวัตรประจำวันแต่ละกิจกรรมที่ครูเตรียมไว้ให้เด็กจะช่วยให้ครูเห็นพัฒนาการและความสนใจของเด็กได้เป็นอย่างดี
2. ขั้นบันทึกและสรุปพฤติกรรม
การบันทึกพฤติกรรมของเด็กครูควรสังเกตและจดบันทึกพฤติกรรมจากการสังเกตพัฒนาการ การสนทนา การสะสมผลงาน และทดสอบด้วยวาจา โดยบันทึกตามสภาพที่เป็นจริงของเด็กแต่ละคนโดยไม่ใส่ความคิดเห็นส่วนตัวลงไป
3. ขั้นบันทึกแบบประเมิน
แบบประเมินพัฒนาการเป็นแบบที่สร้างขึ้นเพื่อประเมินพัฒนาการเด็กแต่ละคนว่าสามารถปฏิบัติได้ตามความสามารถตามวัยหรือไม่
4. ขั้นพิจารณาจัดประสบการณ์สำหรับเด็ก
4.1 ถ้าเด็กมีพฤติกรรมอยู่ในระดับ "ทำได้" แสดงว่าเด็กมีพฤติกรรมที่คล่องแคล่วครูควรจัดกิจกรรมให้เด็กได้ฝึกทักษะที่ยากขึ้น
4.2 ถ้าเด็กมีพฤติกรรมอยู่ในระดับ "ทำไม่ได้" แสดงว่าเด็กยังมีพฤติกรรมที่ไม่คล่องแคล่ว ครูควรจัดกิจกรรมให้เด็กได้ฝึกทักษะที่เด็กสามารถทำได้ลำดับขั้นตอน 4 ขั้นตอนด้วยกันคือ ขั้นศึกษาพฤติกรรม ซึ่งประกอบไปด้วย การสังเกต
สรุปได้ว่า การวัดและการประเมินทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ระดับปฐมวัยมีการสนทนา การสะสมผลงาน และการซักถาม ขั้นบันทึกและสรุปพฤติกรรม ขั้นบันทึกแบบประเมินพัฒนาการและขั้นพิจารณาจัดประสบการณ์สำหรับเด็ก ซึ่งแต่ละชั้นจะมีลำดับขั้นตอนอย่างต่อเนื่องสามารถประเมินอย่างเป็นระบบโดยการบันทึกข้อมูลที่ได้หลากหลายวิธีตามที่ครูเห็นสมควรและเหมาะสมกับสถานการณ์และกิจกรรมที่เด็กแสดงออกตามความเป็นจริง เมื่อครูปฏิบัติได้เช่นนี้ย่อมช่วยให้ครูสามารถจัดกิจกรรมได้เหมาะสมกับความสามารถของเด็กแต่ละคน





ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น