วันพุธที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567

แบบประเมิน Blog

 แบบประเมิน Blog

คำชี้แจง : การประเมิน Blog ชิ้นนี้ เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาการประเมินพัฒนาการของเด็กปฐมวัย (EECE621304) เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนการเรียนรู้ในรายวิชา และให้ทราบว่าผลงานที่จัดทำขึ้นมีข้อดีและข้อควรปรับปรุงอย่างไร เพื่อที่จะได้นำไปพัฒนาต่อไปในอนาคต

ลิงก์การประเมินผ่าน Google form https://forms.gle/NBXukNo6UsLzqn9V6 


ผลการประเมิน Blog
รายชื่อผู้เข้าร่วมการประเมิน





วันเสาร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567

ทะเบียนคุมชิ้นงาน

ทะเบียนคุมชิ้นงาน


สวัสดีค่ะ ดิฉันนางสาวปพิชญา พรมชุม รหัสนักศึกษา 64121860101
นักศึกษาสาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย
คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
ชื่อ BLOG64_101ปพิชญา พรมชุม : การศึกษาเด็กรายกรณี
เป็นส่วนหนึ่งในรายวิชาการประเมินพัฒนาการของเด็กปฐมวัย รหัสวิชา EECE621304 
Section 01 อาจารย์ประจำวิชา ดร.ทิพจุฑา สุภิมารส สิงคเสลิต
บล็อกในรายวิชานี้เป็นการรวบรวมแฟ้มสะสมงานของนักศึกษา
ซึ่งเป็นผลงานที่ดิฉันตั้งใจทำเป็นอย่างมาก


คำชี้แจง : บันทึกรายการชิ้นงานที่ทำส่งทุกชิ้นในกรณีที่เจ้าของแฟ้มต้องการปรับปรุง  ผลงานให้บันทึกรายละเอียดของการปรับปรุงแก้ไขงานทุกชิ้นต้องผ่านการแสดงความคิดเห็นต่อผลงาน




การร่วมมือกับผู้ปกครองในการประเมินฯ

บทบาทของครูและผู้ปกครองในการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัยและการรายงานผลการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย
เรื่อง “การร่วมมือกับผู้ปกครองในการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย”

กิจกรรม
       จดหมายสื่อรักถึงผู้ปกครอง ระดับชั้นอนุบาล 3 “หน่วยขนาด รูปร่าง รูปทรง”

วัตถุประสงค์ในการเรียนแต่ละสัปดาห์
        โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านรุน ได้จัดกิจกรรมจดหมายสื่อรักถึงผู้ปกครอง ระดับชั้นอนุบาล 3 “หน่วยขนาด รูปร่าง รูปทรง” เพื่อส่งเสริมพัฒนาการของเด็กที่สำคัญ ทั้งในด้านร่างกาย อารมณ์-จิตใจ สังคม และสติปัญญา กิจกรรมวันเด็กนี้ได้รับความร่วมมือและการสนับสนุนจากผู้ปกครองและคุณครูในโรงเรียน ทางโรงเรียนได้ขอความร่วมมือจากผู้ปกครองในการจดบันทึกพฤติกรรมลูกขณะทำกิจกรรมและนำมาส่งคืนคุณครูที่โรงเรียน กิจกรรมนี้เป็นกิจกรรมระหว่างบ้านกับโรงเรียน เพื่อให้เด็กได้พัฒนาและหาวิธีแก้ไขพฤติกรรมเด็กได้อย่างเหมาะสม

“หน่วยขนาด รูปร่าง รูปทรง”



แจ้งเชิญผู้ปกครองเข้าร่วมประชุม
เขียนสมุดรายงานประจำตัวของนักเรียนมา 3 คน
“คนที่มีพัฒนาการดีมาก ปานกลาง และคนที่ต้องพัฒนา”

ตัวอย่างสมุดรายงานประจำตัวของเด็กนักเรียน ดูเพิ่มเติมได้ที่นี่


สมุดรายงานประจำตัวของเด็กนักเรียนคนที่ 1 “พัฒนาการดีมาก”







สมุดรายงานประจำตัวของเด็กนักเรียนคนที่ 2  “พัฒนาการพอใช้”







สมุดรายงานประจำตัวของเด็กนักเรียนคนที่ 3 “พัฒนาการที่ควรส่งเสริม”






สรุปบทบาทของตนเอง(ในฐานะครู)และบทบาทของผู้ปกครองในการทำงานร่วมกันเพื่อประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย
บทบาทของตนเอง(ในฐานะครู)
          การปฐมนิเทศผู้ปกครองเพื่อพูดคุยให้ความรู้ผู้ปกครองเกี่ยวกับหลักสูตรกิจกรรมและรูปแบบการประเมินผลของโรงเรียนมีการเชิญผู้ปกครองให้เข้าร่วมกิจกรรมของโรงเรียน การพบปะพูดคุยกับผู้ปกครองอย่างสม่ำเสมอเมื่อผู้ปกครองมารับ-ส่งเด็กที่โรงเรียน สุดท้ายนี้ดิฉันมีความประทับใจในการทำงานร่วมกับโรงเรียน ได้ปฏิบัติหน้าที่จริงสอนจริงและได้เรียนรู้การปฏิบัติงานจากครูพี่เลี้ยง และคุณครูในโรงเรียนหลายๆท่าน คุณครูพี่เลี้ยงได้สอนงานหลายอย่างเช่น การเก็บเด็ก การสอน การพูดให้เด็กสนใจขณะที่เรียน การวางตัวในขณะที่อยู่ร่วมกันกับผู้อื่น

บทบาทของผู้ปกครอง
        ผู้ปกครองเปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้สิ่งต่างๆด้วยการลงมือทำ ให้เด็กได้รับประสบการณ์ตรง ผู้ปกครองต้องเข้าใจในสิ่งที่เด็กถ่ายทอดความรู้ ความคิด ความด้วยความตั้งใจ เด็กได้มีโอกาสติดและทำในสิ่งที่ถูกต้อง และเปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้ด้วยตนเอง







กรณีศึกษา

กรณีศึกษา แก้ปัญหาผู้เรียน

ลับเฉพาะผู้เกี่ยวข้อง
1. แบบบันทึกการประชุมเพื่อหาแนวทางในการพัฒนาและแก้ปัญหาผู้เรียน 

วัน 15 เดือน มกราคม  ปี 2567  เวลา 10.00-10.30 น.
สถานที่ โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านรุน
ชื่อ นามสกุล นักเรียน  เด็กหญิงพินดาว  บุญอุ่น    อายุ  6  ปี
เพศ หญิง     ระดับชั้น อนุบาล 3   ครูประจำชั้น ดาบตำรวจหญิงจิรินทร์ญา อินทจักร์

เครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์พฤติกรรมนักเรียน
1.แบบสังเกต  
2.แบบสัมภาษณ์
ผู้ที่ให้ข้อมูลปัญหาพฤติกรรมนักเรียน
- ครูพี่เลี้ยง
- เพื่อนนักเรียนชั้นอนุบาล 3
ปัญหาพฤติกรรมที่พบ/ลักษณะปัญหา
           เด็กหญิงพินดาว บุญอุ่น เป็นบุคคลที่ไม่ค่อยมาเรียนส่งผลให้ไม่ค่อยมีเพื่อน ประกอบกับเป็นเด็กที่มีความสนใจที่สั้นเพื่อนจึงไม่อยากเข้าหาเวลาทำกิจกรรมในชั้นเรียนส่งผลให้ เด็กหญิงพินดาว บุญอุ่น ไม่สนใจในการเรียนหรือทำกิจกรรม ทำให้ไม่สามารถตอบคำถามครูได้เวลาครูซักถาม
ปัญหาพฤติกรรมที่เลือกศึกษา/สาเหตุที่เลือก
            นักเรียนขาดทักษะการแก้ไขปัญหาและการคิดวิเคราะห์ได้เนื่องจากไม่สนใจในการทำกิจกรรมในห้องเรียน มีช่วงความสนใจที่สั้นและไม่ตั้งใจทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อน ส่งผลให้ทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่นไม่ได้และขาดแรงจูงใจในการเรียนรู้ จึงอยากพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นอนุบาล 3
แนวทางการช่วยเหลือในการพัฒนาและแก้ปัญหานักเรียนจากบุคลากรภายในโรงเรียน
ข้อเสนอแนะจาก  ด.ต.หญิงจิรินทร์ญา อินทจักร์ ตำแหน่ง ครูที่ปรึกษา
แนวทางการช่วยเหลือในการพัฒนาและแก้ปัญหานักเรียนจากครูที่ปรึกษาครูคอยให้คำปรึกษาแนะนำวิธีการสอนและจัดกิจกรรมในชั้นเรียนให้แก่นักศึกษาและคอยสอดส่องดูแลพฤติกรรมของนักเรียนอย่าง
ใกล้ชิดมากขึ้น
ข้อเสนอแนะจาก  พ.ต.ต.ประธาน แสงเพชร ตำแหน่ง ครูใหญ่/ผู้บริหารงานโครงการ
แนวทางการช่วยเหลือในการพัฒนาและแก้ปัญหานักเรียนจากครูใหญ่คอยให้คำปรึกษา ชี้แนะแนวทางในการแก้ไขพฤติกรรมของนักเรียนและคอยสอดส่องดูแลพฤติกรรมของนักเรียนอย่างใกล้ชิดมากขึ้น
แนวทางการช่วยเหลือในการพัฒนาและแก้ปัญหานักเรียนจากนักศึกษาฝึกปฏิบัติงานวิชาชีพระหว่างเรียน
        แนวทางการช่วยเหลือในการพัฒนาและแก้ปัญหานักเรียนจากนักศึกษา นำคำแนะนำจากครูพี่เลี้ยงและครูใหญ่มาปรับใช้ในการจัดกิจกรรมให้แก่เด็ก ส่งเสริมพฤติกรรมอย่างเต็มความสามารถ พัฒนาการเรียนรู้ของเด็ก พัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ของเด็กให้เพิ่มมากขึ้นและคงทนถาวร

2. แบบบันทึกการเยี่ยมบ้าน

รายการเยี่ยมบ้าน ครั้งที่ 1
วันที่ 17 เดือน มกราคม พ.ศ. 2567
ชื่อ – นามสกุลนักเรียน   เด็กหญิงพินดาว  บุญอุ่น    ระดับชั้น อนุบาล 3
ชื่อผู้ปกครอง    นางมะลิ บุญอุ่น    มีความเกี่ยวข้องกับนักเรียน โดยเป็น ยาย
ช่องทางการติดต่อ โทรศัพท์  093-5507033
ชื่อ บิดา   นายธนาพรรณ สีระสา
ชื่อ มารดา   นางสาวสมฤดี บุญอุ่น

1. บรรยายสภาพบ้านและบริเวณที่ตั้ง (ใช้การสังเกต)
       บ้านเป็นบ้านเดี่ยว สร้างด้วยปูนขนาดปานกลาง บริเวณที่ตั้งตั้งในเขตชุมชน บ้านตั้งอยู่ด้านหน้าของโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านรุน
2. บรรยายสภาพภายในบ้าน (ใช้การสังเกต)
       ในบ้านมีของเครื่องใช้จำเป็นปกติ ความเป็นอยู่พอใช้
3. บรรยายลักษณะท่าทีของผู้ปกครองหรือ บิดา มารดา (ใช้การสังเกตและการสัมภาษณ์)
ผู้ปกครองให้การต้อนรับเป็นอย่างดีในการสอบถามข้อมูล การตอบคำถามเกี่ยวกับนักเรียน
4. บรรยายเจตคติของผู้ปกครองหรือ บิดา มารดาที่มีต่อนักเรียน (ใช้การสังเกตและการสัมภาษณ์)
  เด็กอาศัยอยู่กับยาย บิดาและมารดาแยกทางกัน มารดาไปทำงานต่างจังหวัดเด็กและผู้ปกครองมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน
5. บรรยายเจตคติของผู้ปกครองหรือ บิดา มารดาที่มีต่อโรงเรียน (ใช้การสังเกตและการสัมภาษณ์)
ผู้ปกครองมีทัศนคติที่ดีมากต่อโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านรุน พร้อมสนับสนุนกิจกรรมของโรงเรียนและสนับสนุนบุตรหลานเต็มที่
6. บรรยายภาวะการเรียนของนักเรียนเมื่ออยู่ที่บ้าน เช่น โอกาสในการทำการบ้าน การอ่านหนังสือ    (ใช้การสัมภาษณ์ผู้ปกครองและนักเรียน)
เด็กจะช่วยคุณยายทำงานบ้านกวาดบ้านในบางครั้ง การบ้านจะมีพี่สาวคอยช่วยสอนให้
7. บรรยายลักษณะเพื่อนบ้านหรือเพื่อนเล่นของนักเรียน (ใช้การสังเกต การสัมภาษณ์เพื่อนบ้านและนักเรียน)
เพื่อนส่วนมากเป็นวัยเดียวกัน เดินเล่นด้วยกันที่เรียนโรงเรียน เนื่องจากบ้านเด็กอยู่ในชุมชนเดียวกันจึงไปหากันได้ง่ายและส่วนใหญ่อยู่บ้านติดกัน
8. บรรยายความสัมพันธ์ของนักเรียนกับสมาชิกในครัวเรือน (ใช้การสังเกตและการสัมภาษณ์)
มีความสนิทสนบ อบอุ่นดี โดยครอบครัวสนับสนุนให้นักเรียนทำสิ่งที่ชอบได้อย่างอิสระ
 9. แนวทางความร่วมมือกับโรงเรียนในการพัฒนาและแก้ปัญหานักเรียนจากผู้ปกครองหรือ บิดา มารดา (ใช้การสังเกต การสัมภาษณ์และการให้คำปรึกษาร่วมด้วย)
ข้อเสนอแนะ นักเรียนไม่ค่อยมาโรงเรียน มีความสนใจที่สั้น ขาดทักษะการจดจำ การแก้ไขปัญหา การคิดวิเคราะห์และการตัดสินใจ อยากให้คุณครูช่วยดูแลเรื่องการบ้านและงานค้างต่างๆ ด้วย

ภาพการเยี่ยมบ้านนักเรียน

ภาพที่ 9.ภาพถ่ายร่วมกับผู้ปกครองและนักเรียน
 
ภาพที่ 9.2 ภาพบริเวณหน้าบ้านนักเรียน

ภาพที่ 9.3 ภาพบริเวณทางเข้าบ้านนักเรียน


วันจันทร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567

เข้าร่วมกิจกรรมการอบรมกลุ่มที่ 11

  กลุ่มที่ 11 อบรมในหัวข้อ “การประเมินพัฒนาการทางด้านปัญญา : ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ สำหรับเด็กปฐมวัยเทคนิควิธี และ เครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน

รูปภาพการเข้าร่วมกิจกรรม

องค์ความรู้ที่ได้
ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หมายถึง กระบวนการต่าง ๆ ที่ นักวิทยาศาสตร์มาใช้ในการแสวงหาความรู้ เป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจากการฝึกฝนปฏิบัติความนึกคิดอย่างเป็นระบบของคนและความสามารถในการเลือกใช้ และกระบวนการ ทางวิทยาศาสตร์ที่แสดงออกทีแสวงหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์หรือใช้ในการแก้ปัญหา ต่าง ๆ อีกทั้งเป็นทักษะทางสติปัญญา ที่ต้องอาที่ความคิดในระดับต่าง ๆ มาใช้ในการแก้ปัญหา
หลักการประเมินทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
    1. ทักษะการสังเกต
    2. ทักษะการจำแนกประเภท
    3. ทักษะการวัดและทักษะการเปรียบเทียบ
    4. ทักษะการสื่อความหมาย
    5. ทักษะการลงความเห็น 
    6. ทักษะการหาความสัมพันธ์ระหว่างมิติและเวลา

โครงสร้างพัฒนาการด้านปัญญา ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์

    1. บอกความแตกต่างของกลิ่น สีเสียง รส รูปร่างจำแนก และจัดหมวดหมู่สิ่งของ
    2. บอกชื่อ นามสกุลและอายุของตนเองได้
    3. พยายามหาวิธีแก้ปัญหาด้วยตนเอง
    4. สนทนาโต้ตอบ/เล่าเป็นเรื่องราวได้
    5. สร้างผลงานตามความคิดของตนเอง โดยมีรายละเอียดเพิ่มขึ้นแปลกใหม่
    6. รู้จักใช้คำถาม "ทำไม" "อย่างไร"เริ่มเข้าใจสิ่งที่เป็นนามธรรม นับปากเปล่าได้ถึง 20

เทคนิควิธีการประเมินผลพัฒนาการทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์

    1. ขั้นศึกษาพฤติกรรม

        1.1 การสังเกต ครูควรทำการสังเกตเด็กขณะเล่น และทำกิจกรรมทั้งเป็นรายบุคคลและรายกลุ่ม แล้วบันทึกข้อมูลตามสภาพที่สังเกตได้จริง

        1.2 การสนทนา เมื่อได้ข้อมูลจากการสังเกตเด็กแล้ว การสนทนากับเด็กช่วยให้ผู้สนทนาได้รู้ถึงความคิด และพัฒนาการทางภาษาโดยควรทำความคุ้นเคยและสนทนากับเด็กให้เป็นไปตามธรรมชาติที่สุดเพื่อให้ได้ข้อมูลที่เป็นจริง

       1.3 การสะสมผลงาน ของเด็กปฐมวัยเป็นชิ้นงานที่แสดงออกถึงความคิดของเด็กได้เป็นอย่างดี 

       1.4 การซักถาม ครูควรถามเด็กเกี่ยวกับการดำเนินกิจกรรมในกิจวัตรประจำวันแต่ละกิจกรรมที่ครูเตรียมไว้ให้เด็กจะช่วยให้ครูเห็นพัฒนาการและความสนใจของเด็กได้เป็นอย่างดี

     2. ขั้นบันทึกและสรุปพฤติกรรม

         การบันทึกพฤติกรรมของเด็กครูควรสังเกตและจดบันทึกพฤติกรรมจากการสังเกตพัฒนาการ การสนทนา การสะสมผลงาน และทดสอบด้วยวาจา โดยบันทึกตามสภาพที่เป็นจริงของเด็กแต่ละคนโดยไม่ใส่ความคิดเห็นส่วนตัวลงไป    

     3. ขั้นบันทึกแบบประเมิน

         แบบประเมินพัฒนาการเป็นแบบที่สร้างขึ้นเพื่อประเมินพัฒนาการเด็กแต่ละคนว่าสามารถปฏิบัติได้ตามความสามารถตามวัยหรือไม่

     4. ขั้นพิจารณาจัดประสบการณ์สำหรับเด็ก

         4.1 ถ้าเด็กมีพฤติกรรมอยู่ในระดับ "ทำได้" แสดงว่าเด็กมีพฤติกรรมที่คล่องแคล่วครูควรจัดกิจกรรมให้เด็กได้ฝึกทักษะที่ยากขึ้น

         4.2 ถ้าเด็กมีพฤติกรรมอยู่ในระดับ "ทำไม่ได้" แสดงว่าเด็กยังมีพฤติกรรมที่ไม่คล่องแคล่ว ครูควรจัดกิจกรรมให้เด็กได้ฝึกทักษะที่เด็กสามารถทำได้ลำดับขั้นตอน 4 ขั้นตอนด้วยกันคือ ขั้นศึกษาพฤติกรรม ซึ่งประกอบไปด้วย การสังเกต

          สรุปได้ว่า การวัดและการประเมินทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ระดับปฐมวัยมีการสนทนา การสะสมผลงาน และการซักถาม ขั้นบันทึกและสรุปพฤติกรรม ขั้นบันทึกแบบประเมินพัฒนาการและขั้นพิจารณาจัดประสบการณ์สำหรับเด็ก ซึ่งแต่ละชั้นจะมีลำดับขั้นตอนอย่างต่อเนื่องสามารถประเมินอย่างเป็นระบบโดยการบันทึกข้อมูลที่ได้หลากหลายวิธีตามที่ครูเห็นสมควรและเหมาะสมกับสถานการณ์และกิจกรรมที่เด็กแสดงออกตามความเป็นจริง เมื่อครูปฏิบัติได้เช่นนี้ย่อมช่วยให้ครูสามารถจัดกิจกรรมได้เหมาะสมกับความสามารถของเด็กแต่ละคน


รูปภาพการทำกิจกรรม





เข้าร่วมกิจกรรมการอบรมกลุ่มที่ 10

  กลุ่มที่ 10 อบรมในหัวข้อ “ การประเมินพัฒนาการด้านปัญญา ทักษะพื้นฐานความสามารถด้านคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย การนําเสนอเทคนิควิธีและเครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน”

รูปภาพการเข้าร่วมกิจกรรม

องค์ความรู้ที่ได้
ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์
        ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ คือ ความรู้เบื้องต้นที่เด็กควรจะได้รับรู้และมีประสบการณ์ และได้รับการฝึกฝนในเรื่องของการสังเกต การจำแนกเปรียบเทียบ การบอกตำแหน่ง การเรียงลำดับ การนับ และการชั่ง ตวง วัด ซึ่งทักษะเหล่านี้ เป็นทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ที่จะเป็นพื้นฐานช่วยเตรียมเด็กให้มีความพร้อมที่จะเรียนรู้คณิตศาสตร์ ในขั้นต่อไปในอนาคต

จุดมุ่งหมายในการสอนคณิตศาสตร์แก่เด็กปฐมวัย

        สรุปได้ว่า เพื่อเป็นการเตรียมเด็กให้พร้อมที่จะเรียนรู้และทำกิจกรรมทางคณิตศาสตร์ได้เหมาะสมตามวัย มีทักษะวิธีการเบื้องต้นในการคิด คำนวณอย่างเหมาะสม โดยฝึกให้เด็กรู้จักการสังเกต สามารถแยกหมวดหมู่ จัดหมวดหมู่ ของสิ่งของ ต่างๆ รอบตัวเด็ก รู้จักการเปรียบเทียบสิ่งต่างๆ จัดเรียงลำดับ บอกความแตกต่างของขนาดน้ำหนัก การวัด โดยผ่านกิจกรรมต่างๆ ที่เด็กเกิดความสนุกสนานเร้าใจ เพื่อให้เด็กมีใจรักคณิตศาสตร์ และสามารถที่จะนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้

เทคนิควิธีที่เหมาะสมในการประเมินพัฒนาการด้านสติปัญญา : ทักษะพื้นฐานความสามารถด้านคณิตศาสตร์    
            1. วิธีการวัดและประเมินผลแบบเป็นทางการ (Formal techniques) ได้แก่ การทดสอบชนิดต่างๆ ดังนี้
                1.1 แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้น
                    1.1.1 แบบปฏิบัติจริง เป็นแบบทดสอบที่ให้ผู้สอบแสดงพฤติกรรมโดยการกระทำหรือลงมือทำจริง
                    1.1.2 แบบปากเปล่า เป็นการทดสอบที่อาศัยการซักถามเป็นรายบุคคล
                    1.1.3 แบบทดสอบวาดภาพเป็นคำตอบ
                    1.1.4 แบบเลือกตอบหลายตัวเลือก
                    1.1.5 แบบโยงจับคู่
                1.2 แบบทดสอบมาตรฐาน เป็นแบบทดสอบที่ได้รับการปรับปรุงและตรวจสอบ วินิจฉัยจนมีคุณภาพสูง สามารถใช้ได้กว้างขวาง
            2. วิธีการวัดและประเมินผลแบบไม่เป็นทางการ ( Informal techniques) ได้แก่ วิธีการประเมินแบบสื่อสารส่วนบุคคล ซึ่งมีรูปแบบเน้นการสังเกตพฤติกรรมการทำกิจกรรมของเด็กใน ด้านการแสดงออก การซักถาม พูดคุย การปฏิบัติจริง วิธีการประเมินสภาพจริง และการประเมินด้วย พอตโฟลิโอ โดยใช้เทคนิคต่าง ๆ ดังนี้
                 2.1 การสังเกต
                 2.2 การใช้การสนทนา
                 2.3 การสัมภาษณ์
                 2.4 การรวบรวมผลงานที่แสดงออกถึงความก้าวหน้าแต่ละด้านของเด็กเป็นรายบุคคล

รูปภาพการทำกิจกรรม






เข้าร่วมกิจกรรมการอบรมกลุ่มที่ 9

  กลุ่มที่ 9 อบรมในหัวข้อ “ การประเมินพัฒนาการด้านปัญญา :ทักษะทางภาษา (ฟัง พูด อ่าน เขียนการรู้หนังสือขั้นต้น ของเด็กปฐมวัย การนําเสนอเทคนิควิธีและเครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน”

รูปภาพการเข้าร่วมกิจกรรม

องค์ความรู้ที่ได้
พัฒนาการทางภาษาของเด็กปฐมวัย
      ภาษาเป็นการกระทำที่เกิดขึ้นในตัวเด็กในรูปแบบของการคิด และในระบบของสัญลักษณ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่มีความสำคัญต่อพัฒนาการทางภาษาในระดับต่อไป เพื่อใช้ในการติดต่อสื่อสารแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน ดังนั้นภาษาจึงควรได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ระดับปฐมวัย อันจะนำไปสู่การพัฒนาสังคมและสติปัญญา ช่วยให้เกิดการเรียนรู้ในสิ่งต่าง ๆ
การประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้ภาษาสำหรับเด็กปฐมวัย
      การประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัยเป็นการประเมินเด็กอย่างรอบด้านเป็นระบบคอบคลุมพัฒนาการอย่างสม่ำสมอต่อเนื่องตามสภาพจริงจากการผู้ปฏิบัติในกิจวัตรประจำวัน ซึ่งเป็นการประเมินเด็กเป็นรายบุคคล การประเมินเด็กปฐมวัยจึงมีความแตกต่างจากการประเมินเด็กในระดับอื่นที่สูงขึ้นเนื่องจากเด็กปฐมวัยมีธรรมชาติในการเรียนรู้ต่างจากเด็กวัยอื่นการประเมินตามสภาพจริงจึงเป็นการประเมินที่เหมาะสมสำหรับเด็กปฐมวัย โดยครูจะต้องตรวจสอบและประเมินอย่างระมัดระวัง เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่วางไว้ และเหมาะสมกับการส่งเสริมและ พัฒนาเด็กอย่างต่อเนื่องและสอดคล้องกับธรรมชาติและพัฒนาการของเด็กปฐมวัยจึงจำเป็นต้องเข้าใจการประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้เพื่อนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับเด็กปฐมวัยต่อไป
ประเภทการวัดและการประเมิน
       1.  การทดสอบ (testing) ในระดับปฐมวัย หมายถึง วิธีกรประเมินรวบรวมข้อมูลอย่าง เป็นทางการใช้อย่างกว้างขวางในการวัดพฤติกรรมของผู้เรียน และผลการวัดออกมาเป็นคะแนน
        2.  การวัด (mcasurcment) ในระดับปฐมวัย หมายถึง การวัดกระบวนการเทียบปริมาณ เพื่อแสดงค่าตัวเลข เป็นการกำหนดเซตของจำนวน
        3.  การประเมินผล (evasurement) ในระดับปฐมวัย หมายถึง กระบวนการที่ต่อมาจากการวัด แล้วตัดสินใจสรุปคุณค่าอย่างมีเกณฑ์
        4.  การประเมิน (assessment) ในระดับปฐมวัย หมายถึง เน้นการใช้วิธีการ และเครื่องมือที่
หลากหลายในการวัดที่มีระบบและจุดมุ่งหมาย ในการมองความก้าวหน้าและผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน
วิธีการประเมินผล
     มีวิธีการประเมินผลที่หลากหลาย ได้แก่
1.  การสังเกตพฤติกรรมของเด็ก โดยครูเป็นผู้สังเกต ขณะเด็กทำกิจกรรม
2.  การบันทึกพฤติกรรมของเด็ก โดยการสัมภาษณ์
3.  สารสัมพันธ์ระหวางผู้ปกครองกับโรงเรียน โดยผ่านสมุดรายงานพฤติกรรม
4.  สอบถามพฤติกรรมเด็กจากผู้ปกครองในวันนัดประเมินพัฒนาการ
5.  การให้ความร่วมมือและมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมของเด็ก
6.  การสนทนา โต้ตอบคำถาม และแสดงความคิดเห็นได้อย่างเหมาะสม
7.  การนำเสนอผลงานหน้าชั้นเรียน
8.  การใช้แบบทบทวนเนื้อหาตามหน่วยการเรียนการสอน
9.  การรวบรวมผลงานในรูปแบบของแฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio)
การประเมินพัฒนาการทางภาษาของเด็กปฐมวัย
     แนวทางการประเมินพัฒนาการทางภาษาของเด็กปฐมวัยตามสภาพจริง
       1.  สร้างเครื่องมือการประเมินที่เหมาะสมกบธรรมชาติของการเรียนรู้ภาษาของเด็ก
       2.  กำหนดเครื่องมือในการประเมินที่หลากหลายการประเมินพัฒนาการทางภาษาของเด็กปฐมวัย คือ การสังเกตการณ์สนทนากับเด็กและบันทึกอย่างเป็นระบบวิธีการวันที่อาจใช้วิธีการสำรวจราย การการจดบันทึกพฤติกรรม หรือมาตราส่วนประเมิน อาจใช้วิธีการบันทึกวีดีทัศน์ บันทึกเสียงเก็บตัวอย่างงาน โดยใช้แฟ้มสะสมงาน
       3.  บูรณาการการสอนกับการประเมิน คือ ครูต้องทบทวนว่าจะประเมินพัฒนาการทางภาษาในตัวบ่งชี้ใด โดยเลือกใช้เครื่องมือประเมินชนิดใด ในช่วงเวลาใดในกิจกรรมประจำวันที่จัดขึ้นการวางแผนการประเมินที่เหมาะสม
       4.  เน้นที่ความก้าวหน้าของเด็กในการประเมินพัฒนาการทางภาษา ครูควรบันทึกสิ่งที่เด็กสามารถทำได้เพื่อเป็นการประเมินความก้าวหน้าของเด็กไม่ควรมุ่งสังเกตสิ่งที่เด็กยังไม่สามารถทำได้การทราบสิ่งที่เด็กสามารถทำได้
      5.  ให้ความสนใจทั้งกระบวนการและผลผลิตขณะที่เด็กร่วมกิจกรรมทางภาษาครูควรให้ความสนใจกับกระบวนการในการใช้ภาษาของเด็ก เช่น ขณะที่เด็กกำลังลงชื่อมาโรงเรียนเมื่อครูสังเกตกระบวนการทำงานของเด็กจะพบว่าเด็กบางคนใช้วิธีคัดลอกชื่อของตนโดยมองจากชื่อที่ปักที่เสื้อทำให้ผลงานการเขียนมีลักษณะกลับหัวบางคนเขียนได้อย่างคล่องแคล่วจากความจำของตนเอง
       6.  ประเมินจากบริบทที่หลากหลายครูจำเป็นต้องปรับประเมินพัฒนาการทางด้านภาษาของเด็กจากบริเวณที่หลากหลายเพื่อให้ได้ผลการประเมินที่ตรงตามสภาพจริงของเด็ก
      7.  ประเมินเด็กเป็นรายบุคคลการประเมินพัฒนาการทางภาษาครูต้องเฝ้าสังเกตเด็กแต่ละคนเพื่อให้รู้จักเด็กเป็นรายบุคคล การประเมินเป็นรายบุคคลนอกจากจะทำให้ครูทราบความก้าวหน้าของเด็กทางภาษาแล้วยังช่วยให้ครูทราบความสนใจทัศนคติความคิดของเด็ก
      8.  ให้เด็กมีโอกาสประเมินตนเองเด็กควรได้รับการกระตุ้นให้คิดไตร่ตรองเพื่อประเมินความก้าวหน้าของตนเอง การที่เด็กมีส่วนร่วมในการติดตามความก้าวหน้าของตนเองจะช่วยให้เด็กภูมิใจและเกิดความต้องการที่จะพัฒนาตนเอง
      9.  การจัดทำสารนิทัศน์ด้วยการรวบรวมข้อมูลกับการพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กเป็นรายบุคคลนำมาไตร่ตรองและใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเด็ก
วิธีการและเครื่องมือการประเมินภาษาและการรู้หนังสือสำหรับเด็กปฐมวัย
        การประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กประถมวัยครูสามารถเก็บรวบรวมทั้งจากการสังเกตพฤติกรรมของเด็กได้จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน และจัดสถานที่จะทำให้เด็กแสดงพฤติกรรมที่ต้อง การประเมินอย่างสอดคล้องและเหมาะสมในการประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวสามารถดำเนินการดังนี้
          1.  เก็บรวบรวมข้อมูลควบคู่กับการจัดประสบการณ์โดยวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวกับพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กวัยมีดังนี้
1.1.  การสังกตและบันทึกพฤติกรรมหรือคำพูดของเด็กครูควรใช้เวลาในการสังเกตและเฝ้าดูเด็กเพื่อให้ทราบว่าเด็กแต่ละคนมีจุดเด่นความต้องการความสนใจและต้องการความช่วยเหลือในเรื่องใด

รูปภาพการทำกิจกรรม





เข้าร่วมกิจกรรมการอบรมกลุ่มที่ 8

 กลุ่มที่ 8 อบรมในหัวข้อ “การประเมินพัฒนาการด้านสติปัญญา ความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยหลักการและวิธีการที่ใช้ในการประเมิน การนำเสนอเครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน

รูปภาพการเข้าร่วมกิจกรรม

องค์ความรู้ที่ได้
องค์ประกอบของความคิดสร้างสรรค์
        องค์ประกอบของความคิดสร้างสรรค์ มีหลายลักษณะที่สำคัญ คือ ความคิดคล่องแคล่วความคิดริเริ่ม ความคิดละเอียดลออ ซึ่งเป็นลักษณะของความคิด แบบอเนกนัย รวมทั้งความมุ่งมั่นในการแก้ปัญหา กล้าคิด กล้ากระทำในสิ่งต่าง ๆ การผสมผสานความรู้ ประสบการณ์ เพื่อให้ถึงจุดสำเร็จซึ่งในการทดลองครั้งนี้ผู้วิจัยจะใช้ องค์ประกอบ 3 ด้าน ได้แก่ ความคิดคล่องแคล่ว ความคิดริเริ่ม และความคิดละเอียดลออ เพราะนักเรียนสามารถนำความรู้และประสบการณ์ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในการดำรงชีวิตประจำวันได้
ความหมายของการคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย
        เป็นความคิดที่สามารถในการสังเคราะห์สามารถในวิเคราะห์และและมีความสามารถในนำไปปฏิบัติได้มีลักษณะเป็นความรวมความคิดหลายทางและมีลักษณะคล้ายๆกับกระบวนการแก้ ปัญหามีความแตกต่างเพียงกระบวนการแก้ปัญหามีนั้นจะมีวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้เด่นชัดเฉพาะเรื่องแต่กระบวนการคิดสร้างสรรค์ จำเป็นที่บุคคลจะต้องรู้จักจินตนาการและถ้าขาดจินตนาการก็จะไม่สามารถแก้ปัญหาทางความคิดสร้างสรรค์ได้ความคิดสร้างสรรค์ประการสำคัญผู้คิดนั้นจะต้องไม่ทุกข์
ความสำคัญของพัฒนาการด้านสติปัญญา : ความคิดสร้างสรรค์
        ความคิดสร้างสรรค์เด็กทุกคนมีความคิดสร้างสรรค์อยู่ในตัว อาจจะมีมากน้อยแตกต่างกัน ออกไปและอาจมีความโดดเด่นไม่เหมือนกัน หากคุณพ่อคุณแม่ไม่ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ให้กับลูกถือเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมาก เพราะความคิดสร้างสรรค์นั้น สามารถสร้างได้หากเด็กอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยและมีคุณพ่อคุณแม่สนับสนุน
หลักการประเมินพัฒนาการด้านสติปัญญา : ความคิดสร้างสรรค์
     1. ผู้สอนเป็นผู้รับผิดชอบการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย โดยเปิดโอกาสให้ผู้ที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วม
     2. การประเมินพัฒนาการ มีจุดมุ่งหมายของการประเมินเพื่อพัฒนาความก้าวหน้าของเด็กและสรุปผลการประเมินพัฒนาการของเด็ก ตัวบ่งชี้สภาพที่พึงประสงค์แต่ละวัยซึ่งกำหนดไว้ในหลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัย
     3. การประเมินพัฒนาการต้องมีความสอดคล้องและครอบคลุมมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์
     4. การประเมินพัฒนาการเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ต้องดำเนินการ ด้วยเทคนิควิธีการที่หลากหลาย เพื่อให้สามารถประเมินพัฒนาการเด็กได้อย่างรอบด้านสมดุลทั้งด้านร่างกาย อารมณ์จิตใจ สังคม และสติปัญญา รวมทั้งระดับอายุของเด็ก โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเที่ยงตรง ยุติธรรมและเชื่อถือได้     
      5. การประเมินพัฒนาการพิจารณาจากพัฒนาการตามวัยของเด็ก การสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้และการร่วมกิจกรรม ควบคู่ไปในกระบวนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามความเหมาะสมของแต่ละระดับอายุและรูปแบบการจัดการศึกษา และต้องดำเนินการประเมินอย่างต่อเนื่อง
      6. การประเมินพัฒนาการต้องเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายได้สะท้อนและตรวจสอบผลการประเมินพัฒนาการศึกษาควรจัดทำเอกสารบันทึกผลการประเมินพัฒนาการของเด็กปฐมวัยในระดับชั้นเรียน และระดับสถานศึกษา เช่น แบบบันทึกการประเมินพัฒนาการตามหน่วยการจัดประสบการณ์สมุดบันทึก ผลการประเมินพัฒนาการประจำชั้น เพื่อเป็นหลักฐานการประเมินและรายงานผลพัฒนาการและสมุด รายงานประจำตัวนักเรียน เพื่อเป็นการสื่อสารข้อมูลการพัฒนาการเด็กระหว่างสถานศึกษากับบ้าน
การประเมินพัฒนาการด้านจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์
คุณลักษณะที่ระบุไว้ในมาตรฐานคุณลักษณะ
     1. การรับรู้และแสดงความคิดความรู้สึกผ่านสื่อ วัสดุของเล่น และชิ้นงาน
     2. การแสดงความคิดสร้างสรรค์ผ่านภาษา ท่าทาง การเคลื่อนไหว และศิลปะ
     3. การสร้างสรรค์ชิ้นงานโดยใช้รูปร่างรูปทรงจากวัสดุที่หลากหลาย
เทคนิควิธีที่เหมาะสมในการประเมินพัฒนาการด้านสติปัญญา : ความคิดสร้างสรรค์
     1. การสังเกตและจดบันทึก เนื่องจากพัฒนาการทาง ด้านสติปัญญาของเด็กเปลี่ยนแปลง อย่างรวดเร็วและเห็นได้ชัดการสังเกตและบันทึกข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับเด็กเพื่อให้ทราบการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการทางด้านความคิด
     2. การสัมภาษณ์พูดคุยสนทนากับเด็ก การสัมภาษณ์พูดคุยกับเด็กวัยต่างๆ กันช่วยให้ครูเข้าใจ กระบวนการคิดของเด็กมากขึ้น ว่ากระบวนการคิดของเด็กพัฒนาอย่างไร รวมถึงการสัมภาษณ์พูดคุยกับผู้ปกครองเกี่ยวกับการพัฒนาต่างๆ ของเด็กในขณะที่อยู่ที่บ้านด้วย ตัวอย่างเช่น การสัมภาษณ์เปิดโอกาสให้มีการซักถามในสิ่งที่ผู้สัมภาษณ์ต้องการทราบ
     3. การถามคำถามวิธีการถามคำถามเด็กมีหลายวิธีด้วยกันทั้งการใช้คำถาม ทางตรงและทางอ้อม เพื่อให้เด็กได้แสดงออกเกี่ยวกับตัวเอง ในการถามคำถามเด็ก ครูควรตระหนักถึง สิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็กกิจกรรมที่นำไปสู่คำถามและรูปแบบคำถามที่ครูใช้เพราะคำถามจะมีส่วนในการกระตุ้น การเรียนรู้ กระบวนการคิด และการแสดงความรู้สึกต่างๆ ในตัวเด็ก
ตัวอย่างเช่น หนูทำเป็นรูป/วาด/ปั้น/ตัดอะไรคะบอกครูได้ไหม
     4. การใช้แบบทดสอบ เป็นวิธีการที่ต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง การใช้แบบทดสอบเพียงอย่างเดียวไม่อาจช่วยให้ ครูทราบถึงพัฒนาการทาง ด้านสติปัญญาของเด็กแต่ละคนได้ขณะเดียวกันกระบวนการสร้างแบบทดสอบเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน ครูจำเป็นต้องเข้าใจพัฒนาการและระดับความสามารถของเด็กที่ตนต้องการทดสอบเป็นอย่างดี การใช้แบบทดสอบทางสติปัญญากับเด็กปฐมวัยจำเป็นต้องใช้ควบคู่กับเครื่องมือชนิดอื่นๆเสมอ
ตัวอย่างเช่น แบบทดสอบความคิดสร้างสรรค์ TCT-DP
     5. การดูจากผลงานเด็กผลงานที่หลากหลายจะบ่งบอกถึงพัฒนาการ หลาย ๆ ด้านของเด็กโดยเฉพาะพัฒนาการทาง ด้านสติปัญญาเช่น ในการวาดภาพของเด็ก มีการเลือก ใช้รูปทรงทางคณิตศาสตร์ต่างๆก็แสดงว่าเด็กมีการรับรู้ เรื่องรูปทรงได้บ้างแล้วหรือแม้แต่การที่เด็ก วาดภาพได้หลากหลายก็แสดงว่าเด็กเกิดการเรียนรู้ จากสิ่งแวดล้อมมากตามไปด้วย ดังนั้นผลงานของเด็กจึงมีความสำคัญอย่างมากสามารถบ่งบอกถึงระดับ พัฒนาการด้านสติปัญญาได้ ตัวอย่างเช่น สังเกตจากผลงานของนักเรียน

รูปภาพการทำกิจกรรม










แบบประเมิน Blog

  แบบประเมิน Blog คำชี้แจง : การประเมิน Blog ชิ้นนี้ เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาการประเมินพัฒนาการของเด็กปฐมวัย (EECE621304) เพื่อเป็นการแลกเปล...