กลุ่มที่ 4 อบรมในหัวข้อ “การประเมินพัฒนาการทางด้านอารมณ์-จิตใจ ลักษณะของอารมณ์ พื้นอารมณ์ คุณธรรมจริยธรรม(ต่อตนเองและผู้อื่น) ของเด็กปฐมวัย”
รูปภาพการเข้าร่วมกิจกรรม
องค์ความรู้ที่ได้รับ
ความหมายของพัฒนาการทางด้านอารมณ์-จิตใจ
พัฒนาการทางอารมณ์ หมายถึง ลักษณะการเปลี่ยนแปลงของการแสดงออกทางด้านอารมณ์
รวมถึงความสามารถในการรับรู้อารมณ์ของตัวเองและผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็น อารมณ์โกรธ กลัว อิจฉา อยากรู้อยากเห็น อารมณ์สนุกสนาน และอารมณ์รัก
พัฒนาการทางอารมณ์ หมายถึง ลักษณะการเปลี่ยนแปลงของการแสดงออกทางด้านอารมณ์
รวมถึงความสามารถในการรับรู้อารมณ์ของตัวเองและผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็น อารมณ์โกรธ กลัว อิจฉา อยากรู้อยากเห็น อารมณ์สนุกสนาน และอารมณ์รัก
ลักษณะพัฒนาการทางด้านจิตใจของเด็กปฐมวัย
3 ปี แรก เด็กเริ่มเลียนแบบพฤติกรรมการแสดงออกจากผู้ที่เด็กได้ใกล้ชิด บางครั้งเด็ก
แสดงพฤติกรรมไม่ถูกต้อง เพราะไม่เข้าใจในพฤติกรรมที่ตนได้กระทำ คิดว่าพฤติกรรมที่ผู้ใหญ่ทำเป็นพฤติกรรมที่ดี จึงเลียนแบบผู้ใหญ่
3-6 ปี พัฒนาการทางด้านจิตใจเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะเด็กสามารถใช้คําพูดที่มี
ความหมาย มีความชัดเจน มีการรับรู้ได้ดี เป็นวัยที่เด็กอยากรู้อยากเห็นมาก ทำให้พัฒนาการทางด้านจิตใจเกิดขึ้นได้
หลักการสำคัญของพัฒนาการทางด้านจิตใจ คือ วัย 6 ปี แรกของชีวิตนั้น เด็กควรได้รับการวางพื้นฐานทางจิตใจที่ดีงาม เพื่อการดำรงชีวิตที่ดีและอยู่ในสังคมได้อย่างเป็นสุข
3 ปี แรก เด็กเริ่มเลียนแบบพฤติกรรมการแสดงออกจากผู้ที่เด็กได้ใกล้ชิด บางครั้งเด็ก
แสดงพฤติกรรมไม่ถูกต้อง เพราะไม่เข้าใจในพฤติกรรมที่ตนได้กระทำ คิดว่าพฤติกรรมที่ผู้ใหญ่ทำเป็นพฤติกรรมที่ดี จึงเลียนแบบผู้ใหญ่
3-6 ปี พัฒนาการทางด้านจิตใจเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะเด็กสามารถใช้คําพูดที่มี
ความหมาย มีความชัดเจน มีการรับรู้ได้ดี เป็นวัยที่เด็กอยากรู้อยากเห็นมาก ทำให้พัฒนาการทางด้านจิตใจเกิดขึ้นได้
หลักการสำคัญของพัฒนาการทางด้านจิตใจ คือ วัย 6 ปี แรกของชีวิตนั้น เด็กควรได้รับการวางพื้นฐานทางจิตใจที่ดีงาม เพื่อการดำรงชีวิตที่ดีและอยู่ในสังคมได้อย่างเป็นสุข
หลักการประเมินพัฒนาการด้านอารมณ์-จิตใจ ของเด็กปฐมวัย
การประเมินพัฒนาการควรยึดหลัก ดังนี้
1. วางแผนการประเมินพัฒนาการอย่างเป็นระบบโดยเริ่มต้นจากการศึกษาหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย กำหนดวัตถุประสงค์ วิธีการและเครื่องมือการประเมินและเก็บรวบรวมข้อมูลแปลผลต่อไป
2. ประเมินพัฒนาการเด็กครบทุกด้านซึ่งต้องสอดคล้องและครอบคลุมมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ตัวบ่งชี้ และสภาพที่พึงประสงค์แต่ละวัยที่กำหนดไว้ในหลักสูตรสถานศึกษา
3. ประเมินพัฒนาการเด็กเป็นรายบุคคลอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องตลอดปี
4.ประเมินพัฒนาการตามสภาพจริงจากกิจกรรมประจำวันด้วยเครื่องมือและวิธีการที่หลากหลาย
5. สรุปผลการประเมินจัดทำข้อมูลและนำผลการประเมินไปใช้พัฒนาเด็กเป็นรายบุคคลและใช้เป็นข้อมูล สื่อสารกับผู้ปกครองในการเสริมศักยภาพเด็กเป็นรายบุคคล
เทคนิควิธีที่เหมาะสมในการประเมินพัฒนาการด้านอารมณ์-จิตใจ
การประเมินพัฒนาการณ์และการเรียนรู้เป็นสิ่งที่ควรเกิดขึ้นควบคู่ไปกับการจัดประสบการณ์ ตามปกติใน กิจวัตร ประจำวัน ครูควรประเมินอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ จะสามารถใช้หลักสูตรและจัดประสบการณ์ได้อย่าง เหมาะสมกับวัยและความแตกต่างระหว่างบุคคลของเด็ก
1. การสังเกต การสังเกตเป็นเครื่องมือวัดผลชนิดหนึ่งที่นิยมใช้มาก เพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับตัวนักเรียนแล้ว จึงบันทึก ผลการสังเกตลงในแบบบันทึกข้อมูลในการเรียนการสอน สิ่งที่ครูจะสังเกตนักเรียน
2. การสัมภาษณ์ ด้วยวิธีการพูดคุยกับเด็กเป็นรายบุคคลและควรจัดในสภาวะแวดล้อมเหมาะสมเพื่อไม่ให้เกิด ความเครียด และวิ ตกกังวลผู้สอนควรใช้คำถามที่เหมาะสมเปิดโอกาสให้เด็กได้คิดและตอบอย่างอิสระจะทำให้ ผู้สอนสามารถ ประเมินความสามารถทางสติปัญญาของเด็กแต่ละคนและค้นพบศักยภาพในตัวเด็กได้โดย บันทึก ข้อมูลลงในแบบ สัมภาษณ์
การประเมินพัฒนาการควรยึดหลัก ดังนี้
1. วางแผนการประเมินพัฒนาการอย่างเป็นระบบโดยเริ่มต้นจากการศึกษาหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย กำหนดวัตถุประสงค์ วิธีการและเครื่องมือการประเมินและเก็บรวบรวมข้อมูลแปลผลต่อไป
2. ประเมินพัฒนาการเด็กครบทุกด้านซึ่งต้องสอดคล้องและครอบคลุมมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ตัวบ่งชี้ และสภาพที่พึงประสงค์แต่ละวัยที่กำหนดไว้ในหลักสูตรสถานศึกษา
3. ประเมินพัฒนาการเด็กเป็นรายบุคคลอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องตลอดปี
4.ประเมินพัฒนาการตามสภาพจริงจากกิจกรรมประจำวันด้วยเครื่องมือและวิธีการที่หลากหลาย
5. สรุปผลการประเมินจัดทำข้อมูลและนำผลการประเมินไปใช้พัฒนาเด็กเป็นรายบุคคลและใช้เป็นข้อมูล สื่อสารกับผู้ปกครองในการเสริมศักยภาพเด็กเป็นรายบุคคล
เทคนิควิธีที่เหมาะสมในการประเมินพัฒนาการด้านอารมณ์-จิตใจ
การประเมินพัฒนาการณ์และการเรียนรู้เป็นสิ่งที่ควรเกิดขึ้นควบคู่ไปกับการจัดประสบการณ์ ตามปกติใน กิจวัตร ประจำวัน ครูควรประเมินอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ จะสามารถใช้หลักสูตรและจัดประสบการณ์ได้อย่าง เหมาะสมกับวัยและความแตกต่างระหว่างบุคคลของเด็ก
1. การสังเกต การสังเกตเป็นเครื่องมือวัดผลชนิดหนึ่งที่นิยมใช้มาก เพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับตัวนักเรียนแล้ว จึงบันทึก ผลการสังเกตลงในแบบบันทึกข้อมูลในการเรียนการสอน สิ่งที่ครูจะสังเกตนักเรียน
2. การสัมภาษณ์ ด้วยวิธีการพูดคุยกับเด็กเป็นรายบุคคลและควรจัดในสภาวะแวดล้อมเหมาะสมเพื่อไม่ให้เกิด ความเครียด และวิ ตกกังวลผู้สอนควรใช้คำถามที่เหมาะสมเปิดโอกาสให้เด็กได้คิดและตอบอย่างอิสระจะทำให้ ผู้สอนสามารถ ประเมินความสามารถทางสติปัญญาของเด็กแต่ละคนและค้นพบศักยภาพในตัวเด็กได้โดย บันทึก ข้อมูลลงในแบบ สัมภาษณ์
รูปภาพการทำกิจกรรม





ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น